วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

8 ภาษาอังกฤษ แบบผิดๆ ที่ฮิต ติดปากคนไทย


ในปัจจุบันมีคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนไทยใช้กันจนติดปากอยู่มากมาย แต่คุณเคยรู้ไหมว่ามีบางคำที่ฝรั่งเค้าไม่ได้ใช้อย่างที่เราพูดกันติดปาก


1) อินเทรนด์ ( in trend) คำนี้อินเทรนด์มากๆ เอ๊ย...ฮิตมากๆ ในปัจจุบัน สามารถได้ยินตามรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ทั่วไป เพราะใช้กันทั่วบ้านทั่วเมือง เช่น เด็กสมัยนี้ถ้าจะให้อินเทรนด์ต้องตามแฟชั่นเกาหลี ซึ่งบางทีเวลาคุณต้องการพูดว่า " มันทันสมัย " คุณอาจจะติดปากว่า "It is in trend." คำว่า " ทันสมัย " ฝรั่งเค้าไม่ใช้คำว่า "in trend" อย่างคนไทยหรอกครับ เค้าจะใช้คำว่า "trendy" หรือ "fashionable" ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์ที่คุณสามารถวางไว้หน้าคำนามที่ต้องการขยาย เช่น a trendy haircut ทรงผมที่ทันสมัย , a fashionable restaurant ร้านอาหารที่ทันสมัย หรือจะไว้หลัง verb to be เช่น It is trendy. หรือ It is fashionable. ก็ได้

2) เว่อร์ ( over) เช่น ใยคนนั้นทำอะไรเว่อร์ๆ She is over. ไม่มีความหมายแต่อย่างใดในภาษาอังกฤษ ฝรั่งที่ได้ยินคุณพูดเช่นนี้ คงมึนตึบ พร้อมทำสีหน้างงว่ามันหมายถึงอะไรเหรอ ? พูดถึงคำนี้ คนไทยน่าจะหมายถึงการพูดเกินจริงหรือทำเกินจริง ซึ่งถ้าพูดเกินจริง ควรจะใช้คำศัพท์ที่ว่า "exaggerate" เป็นคำกิริยา อ่านว่า เอก-แซ้ก-เจ่อ-เรท เช่น
"He said you walked 30 miles." เค้าบอกว่าคุณเดินตั้ง 30 ไมล์ "No - he's exaggerating. It was o­nly about 15." ไม่หรอก เค้าพูดเว่อร์ (เกินจริง) มันก็แค่ 15 ไมล์เอง
ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า เธอพูดเว่อร์น่ะ ก็บอกว่า You're exaggerating. หรือจะบอกเค้าว่า อย่าพูดเว่อร์ๆ น่ะ อาจใช้ว่า Don't exaggerate. ส่วนอาการเว่อร์อีกแบบคือการทำเกินจริง เราจะใช้คำกิริยาที่ว่า "overact" เช่น You're overacting. เธอทำเว่อร์เกิน (แสดงอารมณ์เกินจริง)

3) ดูหนัง soundtrack เวลาคุณจะบอกใครว่า ฉันต้องการดูหนังฝรั่งที่พากย์ภาษาอังกฤษ อย่าพูดว่า "I want to watch a soundtrack film." แต่ควรจะใช้ว่า "I want to watch an English film." เพราะความหมายของคำว่า "soundtrack" คือ ดนตรีที่อยู่ในภาพยนตร์ ต่างหากล่ะค่ะ ถ้าเราจะพูดถึงหนังฝรั่งที่พากย์เสียงภาษาไทย เราต้องบอกว่า "I want to watch an English film that is dubbed into Thai." เพราะคำกิริยาว่า "dub" คือพากย์เสียงจากต้นแบบในหนังหรือรายการโทรทัศน์ไปเป็นภาษาอื่น ส่วนหนังที่มีคำบรรยายใต้ภาพเราเรียกว่า "a subtitled film" ซึ่งคำบรรยายที่อยู่ใต้ภาพ เราเรียกว่า ( "subtitles"ต้องมี s ต่อท้ายเสมอนะค่ะ) เช่น a French film with English subtitles หนังฝรั่งเศสที่มีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาอังกฤษ
หนังบางเรื่องจะมีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาเดียวกับที่นักแสดงพูด เรามีศัพท์เรียกเฉพาะว่า "closed-captioned films/ คำหวงห้าม/ television programs" หรือ อาจเขียนย่อๆ ว่า "CC" เช่น You should watch a closed-captioned film to improve your English. คุณควรจะดูหนังฝรั่งที่มีคำบรรยายภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาภาษาอังกฤษของคุณ

4) นักศึกษาปี 1 คนไทยมักเรียกว่า "freshy" ซึ่งฝรั่งไม่รู้เรื่องหรอกครับ เพราะไม่มีการบัญญัติศัพท์คำนี้ในภาษาอังกฤษ เค้าจะใช้คำว่า "fresher" หรือ "freshman" เช่น He is a fresher. หรือ He is a freshman. หรือ He is a first-year student. เขาเป็นนักศึกษาปี 1 ส่วนปีอื่นๆ คนไทยเรียกถูกแล้วค่ะ คือ ปี 2 เราเรียก a sophomore, ปี 3 เรียกว่า a junior และ ปี 4 เรียกว่า a senior

5) อัดหรือบันทึก คนไทยมักพูดทับศัพท์ว่า เร็คคอร์ด ( record) คำๆ นี้สามารถเป็นได้ทั้งคำนามและคำกิริยา เพียงแค่เปลี่ยนตำแหน่ง stress กล่าวคือ ถ้าจะใช้เป็นคำนามที่แปลว่า แผ่นเสียงหรือสถิติ ให้ขึ้นเสียงสูงที่พยางค์แรก คือ " เร็ค-คอร์ด " เช่น He wants to buy a record. เขาต้องการซื้อแผ่นเสียง , I broke my own record. ฉันทำลายสถิติของฉันเอง แต่ถ้าคุณจะหมายถึงคำกิริยาที่แปลว่า อัดหรือบันทึก ต้อง stress พยางค์หลัง ซึ่งจะอ่านว่า " รี-คอร์ด " เช่น I'll record the film and we can all watch it later. ฉันจะอัดหนัง เราจะได้เก็บไว้ดูทีหลังได้ ส่วนเครื่องบันทึก เราเรียกว่า "recorder" อ่านว่า รี-คอร์-เดอร์

6) ต่างคนต่างจ่าย เรามักใช้ American share รับรองว่าฝรั่ง(ต่อให้เป็นชาวอเมริกันด้วยครับ) ได้ยินแล้ว งงแน่นอน ถ้าคุณจะหมายถึงต่างคนต่างจ่ายให้ใช้ว่า "Let's go Dutch." หรือ "Go Dutch (with somebody)." อันนี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นธรรมเนียมของชาวดัตช์หรือเปล่า ? ที่ต่างคนต่างจ่ายเลยมีสำนวนอย่างนี้ หรือคุณอาจจะบอกตรงๆ เลยว่า "You pay for yourself." คือเป็นอันรู้กันว่าต่างคนต่างจ่าย แต่ถ้าคุณต้องการเป็นเจ้ามือเลี้ยงมื้อนี้เอง คุณควรพูดว่า "It's my treat this time." หรือ "My treat." หรือ "It's o­n me. " หรือ "All is o­n me. " หรือ "I'll pay for you this time." ทั้งหมดแปลว่า มื้อนี้ฉันจ่ายเอง ส่วนถ้าจะบอกเพื่อนว่า คราวหน้าแกค่อยเลี้ยงฉันคืน ให้บอกว่า "It's your treat next time."

7) ขอฉันแจม ( jam) ด้วยคน ในกรณีนี้คำว่า " แจม " น่าจะหมายถึง " ร่วมด้วย " เช่น We are going to eat outside. Do you want to jam? เรากำลังจะออกไปกินข้าวข้างนอก เธอจะไปด้วยมั้ย ? ในภาษาอังกฤษไม่ใช้คำว่า jam ในกรณีแบบนี้ ซึ่งควรจะใช้ว่า "Do you want to join us?", "Do you want to come with us?" หรือ "Do you want to come along?" จะดีกว่าค่ะ


8) เขามีแบ็ค ( back) ดี "He has a good back." ฝรั่งคงงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับข้างหลังของเค้า เพราะ back แปลว่า หลัง (อวัยวะ) แต่คุณกำลังจะพูดถึงมีคนคอยสนับสนุน ซึ่งต้องใช้ "a backup" ซึ่งหมายถึง คนหรือสิ่งของที่ช่วยสนับสนุน ช่วยเหลือ เกื้อกูล เป็นกำลังใจให้


ที่มา : Ern Jar (Forward Mail)

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

พยัญชนะไทยที่ “คนไทย” สับสนมากที่สุด


จากโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ พบว่าพยัญชนะภาษาไทยที่คนไทยสับสนในการใช้มากที่สุด มีอันดับดังต่อไปนี้

อันดับที่ 1 >> คือพยัญชนะตัว “ฎ” มีจำนวนร้อยละ 26.1

อันดับที่ 2 >> คือพยัญชนะตัว “ฏ” มีจำนวนร้อยละ 13.6

อันดับที่ 3 >> คือพยัญชนะตัว “ร” มีจำนวนร้อยละ 9.8

อันดับที่ 4 >> คือพยัญชนะตัว “ฑ” มีจำนวนร้อยละ 5.8

อันดับที่ 5 >> คือพยัญชนะตัว “ณ, ฐ” มีจำนวนร้อยละ 4.5

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

5 ตุ๊กตาสุดฮิตของโลก

1. Blythe ความ จริงถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคปี 70s ในสหรัฐอเมริกา แต่ว่ากลับมาฮิตในช่วงหลังปี 2003 มักสะสมไว้เป็นคอลเล็คชั่น และมีลูกเล่นต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น เปลี่ยนสีนัยน์ตาได้ สนนราคาอยู่ตั้งแต่ 30-470 เหรียญสหรัฐฯ หรือมากกว่านั้นแล้วแต่กระแสความนิยม




2. Fashion Royalty Dolls ดีไซน์โดย เจสัน วู ซึ่งสามารถแต่งหน้าแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าได้ โดยเลียนแบบนางแบบหรือนักแสดงชื่อดัง สนนราคาอยู่ที่ 80-400 เหรียญสหรัฐฯ




3. Momoko Dolls ตุ๊กตาจากญี่ปุ่นที่สามารถยืดหยุ่นข้อมือศอกและเข่าได้ สามารถหาซื้อได้ที่ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ราคาตั้งแต่ 100-150 เหรียญสหรัฐฯ




4. Gene Marshall Dolls ได้รับความนิยมมาตั้งแต่ยุค 90s โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากดาราฮอลลีวูด แต่จะไม่มีเสื้อผ้ามากมายเหมือนบาร์บี้ การแต่งกายจะเป็นแนววินเทจ ราคาประมาณ 75-140 เหรียญสหรัฐฯ




5. Tonner Dolls ออกแบบโดย โรเบิร์ต ทอนเนอร์ ซึ่งเป็นตุ๊กตาที่ดูเสมือนคนจริงๆ อย่างเช่น แมรี่ ป๊อปปินส์ อลิซในวันเดอร์แลนด์ ทูม เรเดอร์ และไพเรตส์ ออฟ เดอะ แคริบเบียน ราคาประมาณ 90-120 เหรียญสหรัฐฯ

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เด็กไม่เอาถ่าน คำนี้มีที่มาจากอะไร?

เด็กที่วันๆ เอาแต่เล่นเกมส์ออนไลน์ ไม่อ่านหนังสือเรียน การบ้านก็ไม่ทำ งานบ้านก็ไม่เคยคิดจะหยิบจับช่วยเหลือพ่อแม่ ทานอาหารแล้วไม่รู้จักล้างจานชาม เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างพฤติกรรมของ เด็กไม่เอาถ่าน

เด็กไม่เอาถ่าน, เหล็กไม่เอาถ่าน, เด็กดื้อ, เด็กโง่



ทำไมจึงเรียก "เด็กไม่เอาถ่าน" คาดกันว่าคำนี้มีที่มาจากคำเดิม คือ "เหล็กไม่เอาถ่าน" เพราะ ในสมัยก่อนนั้น การหลอมเหล็กหรือตีอาวุธจากเหล็กให้แข็งแกร่งนั้น จำเป็นต้องใช้ถ่านในการก่อเปลวไฟจนลุกโชน เพื่อให้ความร้อนแก่เหล็ก แล้วถ่านหรือคาร์บอนจะแทรกตัวเข้าไปอยู่ในเนื้อเหล็กหลังจากการถลุง ถ้าเหล็กไม่มีถ่านผสมอยู่เลย เหล็กนั้นจะมีคุณภาพต่ำ ไม่แข็งและเหนียวพอที่จะเรียกว่า เหล็กกล้า แต่หากมีมากเกินไปจะทำให้เหล็กเปราะ เหล็กที่ดีควรมีคาร์บอนเข้าไปผสมอยู่ประมาณ 0.1 - 1.8%


ช่างตี อาวุธจากเหล็กในสมัยโบราณ จำเป็นต้องคิดค้นหากลวิธี เพื่อขจัดปัญหาดาบหัก เพราะแสดงถึงกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ดีทำให้เหล็กไม่เอาถ่าน จนกลายเป็นคำพูดติดปาก เปรียบเทียบนิสัยคนกับอาวุธว่า "เหล็กไม่เอาถ่าน"

ทำไม...ต้องสวมแหวนแต่งงาน ที่ นิ้วนาง

ทำไม... ต้องสวมแหวน แต่งงานที่ “นิ้วนาง” ด้วย ไม่ใช่แค่เพราะเราเรียกมันว่า ring finger แน่ๆ มันต้องมีความหมายมากกว่านั้น


ทดลองพิสูจน์ความมหัศจรรย์ด้วยตัวเอง

ลอง แบมือ 2 ข้าง ประกบเข้าหากัน (พนมมือ) แล้วงอนิ้วกลางลงข้างใน เอาหลังนิ้วกลาง ทั้ง 2 ข้างมาชนกัน ทีนี้... นิ้วที่เหลือ ก็คือ โป้ง/ ชี้/ นาง/ก้อย ให้เอาปลายนิ้วมาชนกัน ลองปล่อยนิ้วที่เอาปลายชนกัน ให้ออกจากกันทีละนิ้วโดยที่ “นิ้วกลาง” ยังคงงอแตะกันอยู่จะพบว่า...

นิ้วชี้ ก็ปล่อยจากกันได้
นิ้วโป้ง ก็ปล่อยจากกันได้
นิ้วก้อย ก็ปล่อยจากกันได้ อย่างสบายๆ

แต่... “นิ้วนาง” กลับปล่อยออกจากกันไม่ได้ นั่นเป็นเพราะ ...

นิ้วกลาง แทน ตัวเราเอง
นิ้วโป้ง แทน พ่อแม่ ซึ่งวันหนึ่งท่านก็ต้องจากเราไป
นิ้วชี้ แทน พี่น้อง ซึ่งเขาก็ต้องไปมีชีวิตของเขาเอง
นิ้วก้อย แทน ลูก พอโตขึ้น ลูกก็ต้องไปมีชีวิตของตัวเอง มีสังคม, ครอบครัว ของตัวเอง
นิ้วนาง แทน "คู่ชีวิต" ...ทีนี้ก็เหลือแค่ "คู่ชีวิต" แล้วล่ะ ที่จะอยู่กับเราไปจนแก่


วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

คุณลุงหน้าร้าน KFC เขาเป็นใครกันหนอ

เพื่อนๆเคยสงสัยหรือเปล่าว่า คุณลุงหน้าร้าน KFC เขาเป็นใครกัน ถ้าสนใจก็ลองอ่านดูล่ะกันน้า
คุณลุงหน้าร้าน KFC เขาเป็นใครกันหนอ

หุ่นชายแก่ที่เราเห็นเวลาผ่านร้านเคเอฟซีนั้นคือผู้ก่อตั้งเคเอฟซี ตั้งแต่ปี ค.ศ.1939 เขาชื่อว่า ฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ส เกิดวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1890 มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน เป็นลูกชายคนโต เมื่อเขาอายุได้เพียง 6 ขวบบิดาก็เสียชีวิตทำให้ แม่ต้องทำงาน เพื่อหาเลี้ยงครอบครัวเพียงคนเดียว แซนเดอร์สยังเป็นเด็กน้อยอายุ 6 ขวบ ต้องรับภาระเลี้ยงดูน้องชายอายุ 3 ขวบและน้องสาวที่ยังเล็กอยู่ เขาต้องทำงานบ้านทุกอย่าง รวมถึงทำอาหารเองด้วย แซนเดอร์สมีความสามารถในเรื่องนี้มาก จนได้รางวัลชนะเลิศในการประกวดทำอาหารประจำหมู่บ้าน ขณะที่อายุได้เพียง 7 ขวบเท่านั้น แซนเดอร์สเริ่มรับจ้างทำงานครั้งแรก เมื่อมีอายุได้ 10 ปี โดยเริ่มจากการทำงานในฟาร์มใกล้บ้านได้ค่าแรงเพียงเดือนละ 2 ดอลลาร์ และอายุได้ 12 ปี เขาก็ออกจากบ้านไปทำงานที่ฟาร์มในหมู่บ้านเฮนรี วิลล์
ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงานหลายๆ อย่างที่เขาเคยทำ เช่น เป็นนักดับเพลิง ฝึกงานที่ศาลขายประกัน ขายยาง ทำงานที่สถานีขนส่ง และเมื่ออายุ 47 ปี แซนเดอร์สก็เริ่มทำอาหารจำหน่ายที่สถานีขนส่งในรัฐเคนตั๊กกี้ ปรากฏว่าอาหารที่เขาทำเป็นที่นิยมมาก แซนเดอร์สจึงลาออกไปทำร้านอาหาร หลังจากนั้นอีก 9 ปี เขาได้คิดค้นสูตรการปรุงไก่ทอดด้วยส่วนผสมลับเฉพาะ จากเครื่องเทศ 11 ชนิด และใช้วิธีการทอดไก่แบบพิเศษเพื่อรักษารสชาติและความหอมอร่อยของไก่ทอดไว้ ซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดไก่ทอด สูตรต้นตำรับเคเอฟซี แซนเดอร์สสร้างชื่อให้รัฐเคนตั๊กกี้มาก ผู้ว่าการรัฐจึงแต่งตั้งให้เขาเป็น "ผู้พันแซนเดอร์ส" เพื่อเป็นเกียรติ จนถึงวันนี้เคเอฟซีได้ขยายสาขามากกว่า 29,500 แห่งใน 92 ประเทศทั่วโลก ...โดยมีหุ่นจำลองของผู้พันแซนเดอร์สตั้งอยู่หน้าร้าน เหมือนเป็นเครื่องรับประกันถึงความอร่อยของไก่ทอด ตำหรับ

COLONEL SANDERS THE LEGENDARY CHICKEN EXPERT

1890 ตำนานความอร่อยของไก่ทอด KFC เริ่มต้นโดยพันเอกฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์สท่านถือกำเนิดขึ้นในเมืองคอร์บิน มลรัฐเคนตั๊กกี้ เมื่อวันที่ 9 กันยายน ในปี 1890

1930 ในช่วงปี 1930 พันเอกฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์สเริ่มปรุงไก่ทอดที่แสนอร่อย ให้แก่นักเดินทางทั่วไปที่มาหยุดพักรับประทานอาหารที่ร้านของท่านในเมือง คอร์บิน มลรัฐเคนตั๊กกี้

1939 ชื่อผู้พันแซนเดอร์สเริ่มเป็นที่รู้จัก ในปี 1939 พันเอกฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์สได้รับเกียรติจากมลรัฐเคนตั๊กกี้แต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้พันเคนตั๊กกี้ แทนความยินดีจากผู้ว่ามลรัฐ เคนตั๊กกี้ที่ท่านได้สร้างชื่อเสียงให้แก่รัฐ เพราะท่านได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อคิดค้นสูตรไก่ทอดที่แสนอร่อย โดยนำไก่มาคลุกเคล้ากับเครื่องเทศ 11 ชนิด และใช้วิธีพิเศษของการทอดด้วยเตาทอดระบบ ความดัน เพื่อรักษารสชาติ หอมอร่อยของไก่

1950 ด้วยความมั่นใจในรสชาติและคุณภาพของไก่ทอดในปี 1950 ผู้พันเริ่มออกเดินทางไปทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดาด้วยตัวท่านเอง จากร้านหนึ่งไปสู่อีกร้านหนึ่ง เพื่อขายแฟรนไชส์ธุรกิจของท่าน

1955 ในปี 1955 ไก่ทอดเคนตั๊กกี้ได้ก่อตัวขึ้นในรูปบริษัทเป็นครั้งแรก โดยผู้ก่อตั้งคือผู้พันแซนเดอร์ส

1964 มาในปี 1964 ผู้พันแซนเดอร์สได้ขายกิจการไก่ทอดเคนตั๊กกี้ให้แก่กลุ่มนักลงทุนมืออาชีพที่มี Jack Massey และ John Y. Brown Jr.เป็นแกนนำ

1978 เพื่อรักษาไก่ทอดเคนตั๊กกี้ให้คงคุณภาพและรสชาติแบบดั้งเดิม จึงมีการเปิดศูนย์ฝึกอบรมแห่งชาติของ KFC ขึ้นในปี 1978 โดยมีผู้พันแซนเดอร์สเป็นผู้ตรวจสอบการรักษารสชาติ ของไก่ทอดเป็นหม้อแรกจากพีท ฮาร์แมน ผู้ที่ได้แฟรนไชส์เป็นรายแรก

1980 แล้วในปี 1980 ผู้พันแซนเดอร์สก็ถึงแก่กรรมท่านอายุได้ 90 ปีร่างของท่านถูกนำไปตั้ง ณ ที่ทำการของเมืองหลวงมลรัฐเคนตั๊กกี้ และจากนั้นได้ถูกนำไปฝังที่สุสานเดฟฮิลล์ เมืองหลุยวิลล์

1999 ในปัจจุบัน KFC มีเครือข่ายของร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีร้านที่ให้บริการอาหารและของว่างมากกว่า 29,500 แห่ง ในกว่า 92 ประเทศทั่วโลก KFC ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของผู้พันแซนเดอร์สถือเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และยังคงก้าวต่อไปอย่างมั่นคงด้วยคุณภาพและสำนึกในความรับผิดชอบที่ดีต่อสังคม ไม่ว่าท่านจะอยู่ในประเทศใดท่านจะสามารถสัมผัสและระลึกถึงผู้พัน แซนเดอร์ส ตำนานแห่งไก่ทอดแสนอร่อยของ KFC ได้เสมอ

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

discoverhongkong


5 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของฮ่องกง

สัมผัสเสียงเรียกของฮ่องกง เมืองที่ผสมผสานความทันสมัยของศตวรรษที่ 21 และมนต์เสน่ห์แห่งอดีตกาลเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ที่ๆ ตึกระฟ้าตั้งอยู่เคียงข้างอาคารเก่าแก่ของยุคอาณานิคมและวัดจีนโบราณยอดเขา



วิคตอเรียพีคโดยรถรางพีคแทรม

นั่งรถรางพีคแทรมที่ลากจูงขึ้นสู่ยอดเขาด้วยระบบสายเคเบิ้ล ที่เปิดบริการตั้งแต่ปีค.ศ. 1888 เพื่อขึ้นไปยังยอดเขาวิคตอเรียพีค จากจุดนั้นเดินทางต่อไปยัง อ่าวรีพัลส์เบย์ หนึ่งในชายหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดของฮ่องกง



หมู่บ้านชาวประมงอาเบอร์ดีน

นั่งเรือสำปั้นเพื่อไปชมจุดหลบพายุไต้ผุ่นอาเบอร์ดีน ที่โด่งดังอย่างใกล้ชิด เพื่อชมชุมชนชาวประมง หลังจากนั้นไปเยี่ยมชมโรงงานเครื่องประดับที่อยู่ไม่ไกล

ติ่มซำมื้อเที่ยงที่จัมโบ้คิงด้อม

ตั้งอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านชาวประมง เพลิดเพลินกับติ่มซำ ณ หนึ่งในภัตตาคารลอยน้ำ ที่โด่งดังของโลก


วัดหว่องไทซิน

วัดหว่องไทซิน อายุเก่าแก่ถึง 75 ปี อัญมณีทางวัฒนธรรมที่ยังคงเป็นสถานสักการะอันศักดิ์สิทธิ์ และศูนย์รวมของชุมชน มีบรรดาหมอดูทำนายโชคชะตาตั้งเรียงรายอยู่ด้านนอกของวัด

นั่งเฮลิคอปเตอร์ชมเมือง


เพลิดเพลินกับขอบฟ้าอันตระการตาของฮ่องกงจากมุมมองบนท้องฟ้า เมื่อเครื่องเริ่มบินขึ้น คุณจะต้องตะลึงกับความงดงามของอ่าววิคตอเรีย อัญมณีน้ำงามของฮ่องกง