วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

เคล็ดลับท่องศัพท์ง่าย เก่งอังกฤษในพริบตา

การรู้ศัพท์มากๆจะทำให้เรารู้อะไรที่กว้างออกไป และถ้ามีเคล็ดลับอย่างนี้แล้วยิ่งน่าสนใจเข้าไปใหญ่

1.ท่องศัพท์ทุกวัน อย่าได้ขาด

2.ท่องตามเสียง เช่น beautiful ดูจะเป็นคำที่ยาวมาก ถ้าท่องตามเสียง beau-ti-ful จะจำได้ง่าย ในขณะที่บางคนไม่ท่องตามเสียง แบ่งวรรคอักษรตามใจ กลัวตัวอักษรจะต่อกันยาวเกินไป จะกลับทำให้จำยาก หรือจำไม่ได้เลย เช่น bea-uti-ful เป็นต้น

3.ท่องตามรากศัพท์ เช่น pre ก็ให้จำว่าเป็นคำนำหน้า แปลว่า ก่อน คำไหนมีอันนี้ก็ให้ทราบว่า แปลว่า ก่อน...อะไรสักอย่างแน่นอน เป็นต้น

4.จับกลุ่มความหมายแล้วท่อง เช่น เครื่องมือ มีกลุ่มศัพท์ดังนี้ tool, instrument, apparatus เป็นต้น ก็ท่องไปพร้อมกันเลย จำทีเดียว

ลองทำกันดูน้า ไม่เสียสตางค์หรอกแถมได้อะไรดีๆอีกเยอะไม่มากก็น้อยใชไหมล่ะ สู้ๆ สู้ เพราะเราก็ท่องอยู่ไม่ใช่แค่ท่องอย่างเดียวต้องอ่าน ออกเขียนได้ด้วยน้า

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

DID YOU KNOW? 2

เพื่อน ๆ รู้หรือเปล่าว่าหมากฝรั่งที่เราเคี้ยวกันอยู่นั้นมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจมากๆ และน่าสนใจอย่างไรนั้น ถ้าอยากรู้ก็ลองอ่านดูด้านล่างกันเลยนะหมากฝรั่ง

ชื่อก็บอกอยู่ว่าหมากฝรั่ง ต้นกำเนิดคงจะมาอยู่ที่เมืองไทยก็คงไม่ได้ บรรพบุรุษของหมากฝรั่งแจ้งเกิดในปากของอินเดียนแดง เพราะเค้านิยมเคี้ยวยางไม้ชนิดหนึ่งเล่นเรียกว่าชิเคิล เมื่อชาวอเมริกันกวาดต้อนอินเดียนแดงไปไว้ในเขตสงวน ยางไม้ชิเคิลนี้ก็เป็นที่รู้จักมานับแต่นั้น จนมาถึงปีค.ศ. 1870 “นายชาร์ลส์ อดัมส์” พยายามจะเอาชิเคิลมาเป็นของเล่นเด็ก แต่คิดเท่าไรไอเดียก็ไม่บรรเจิดสักที พอตันความคิดหนัก ๆ เข้า โมโหขึ้นมาก็เลยคว้าเจ้ายางชิเคิลมาใส่ปากเคี้ยวหงับ ๆ แก้กลุ้มเสียเลย เคี้ยวไปเคี้ยวมาพี่แกก็เริ่มรู้สึกว่า ไอ้ที่เราเคี้ยวอยู่ก็เข้าท่านี่หว่า ถ้าได้กลิ่นดีรสเด็ดอีกหน่อยน่าจะขายดี เขาจึงได้ตั้งโรงงานผลิตหมากฝรั่งขึ้นซึ่งก็ขายดิบขายดีกลายเป็นขนมที่ทำเงินอันดับต้น ๆ ของโลกไปเลย

ส่วนทำไมถึงชื่อว่าหมากฝรั่ง ก็เพราะสมัยที่ชาติตะวันตกเข้ามาในเมืองไทยนั้น คนไทยเราเคี้ยวหมากอยู่แล้ว พอเห็นฝรั่งมาเดินเคี้ยวหยับ ๆ บ้างก็เลยคิดว่าเป็นหมากเหมือนกัน เราเลยเรียกขนมฝรั่งชนิดนี้ว่าหมากฝรั่งมาตั้งแต่นั้น แต่ฝรั่งเค้าเรียกขนมชนิดนี้ว่า Gum ค่ะ

DID YOU KNOW?


หมั่นโถว

หมั่นโถวเป็นที่รู้จักในบ้านเราน้อยกว่าซาลาเปา ทั้ง ๆ ที่เป็นอาหารประเภทเดียวกัน แต่คงเพราะว่ามันไม่มีไส้จึงอร่อยสู้ซาลาเปาไม่ได้ คนไทยเราเลยไม่ค่อยนิยม พูดถึงตำนานการเกิดของหมั่นโถวต้องย้อนกลับไปสมัยสามก๊ก ว่ากันว่าเมื่อครั้งที่ขงเบ้งยกทัพไปปราบเบ้งเฮกซึ่งเป็นพวกคนเถื่อนที่อยู่ทางใต้ ระหว่างทางที่จะกลับจำต้องข้ามแม่น้ำใหญ่สายหนึ่งซึ่งมีวิญญาณภูตผีปีศาจอาศัยอยู่ ขงเบ้งจับยามดูรู้ว่าปีศาจเหล่านั้นต้องการให้ตัดหัวทหาร 49 หัวมาเซ่นเสียก่อนจึงจะยอมให้กองทัพข้ามลำน้ำไปได้ แต่คนฉลาดอย่างขงเบ้งรู้ว่าชีวิตคนนั้นไม่ได้มีไว้เซ่นผีตนไหนทั้งสิ้น ก็เลยออกอุบายให้ทหารเอาแป้งสาลีมาปั้นเป็นรูปหัวคนเอามาทำพิธีบูชาหลอกปีศาจแทน จึงทำให้กองทัพข้ามแม่น้ำมาได้อย่างปลอดภัย หลังจากนั้นชาวบ้านก็ปั้นแป้งเป็นรูปหัวคนเอาไว้กินบ้าง เรียกว่า “หมั่นโถว” แปลว่า หัวของคนเถื่อนตอนใต้ค่ะ

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2552

งามธรรมชาติ‘ทะเลสาบรูปหัวใจ’ คิวปิดจัดให้หรือผลผลิตโลกร้อน


เดลิเมล์ – ที่นี่อาจเป็นสถานที่สุดพิเศษและเป็นสัญลักษณ์แสนโรแมนติก เมื่อธรรมชาติเลือกที่จะสร้างสรรค์ดินแดนที่อ้างว้างแต่งดงามแห่งอาร์กติกแห่งนี้ให้เป็นทะเลสาบที่มีรูปทรงของหัวใจ

ภาพนี้ถ่ายโดยบรูโน มาโซดิเญร์ ช่างภาพเมืองน้ำหอม และทะเลสาบรูปหัวใจที่เห็นอยู่บนเกาะสปิตส์เบอร์เกน ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะสวาลบาร์ดในนอร์เวย์

เกาะแห่งนี้อยู่ห่างจากขั้วโลกเหนือ 997 กิโลเมตร เป็นพื้นที่ส่วนบนสุดของโลกที่มีประชากรอาศัยอยู่ แม้จะมีคนน้อยกว่าหมีขั้วโลกก็ตาม

“ธารน้ำแข็งบนเกาะนี้กำลังหลอมละลาย กระนั้น คงยากที่จะพบทะเลสาบรูปหัวใจแบบนี้อีก” ดร.ไบรอัน ฮับบาร์ด จากมหาวิทยาลัยอะเบอริสวิท เวลส์ ทิ้งท้าย

ชี้เคี้ยวหมากฝรั่งในห้องเรียน สมาธิมุ่งมั่นผลการเรียนดีขึ้น


เอเจนซี – นักวิจัยอเมริกันระบุการเคี้ยวหมากฝรั่งอาจส่งผลให้วัยรุ่นทำคะแนนคณิตศาสตร์ดีขึ้น เนื่องจากความเครียดลดลง จึงมีสมาธิมุ่งมั่นขึ้น

โรงเรียนหลายแห่งในสหรัฐฯ แบนหมากฝรั่ง เนื่องจากเด็กบางคนชอบคายทิ้งไว้ใต้เก้าอี้หรือใต้โต๊ะ

กระนั้น ผลการศึกษาของทีมนักวิจัยที่นำโดยเคร็ก จอห์นสตัน จากเบย์เลอร์ คอลเลจ ออฟ เมดิซินในฮูสตัน พบว่านักเรียนที่เคี้ยวหมากฝรั่งระหว่างชั้นเรียนคณิตศาสตร์ทำคะแนนการทดสอบคณิตศาสตร์มาตรฐานดีขึ้นหลังผ่านไป 14 สัปดาห์ และยังทำคะแนนสอบปลายภาคได้ดีกว่าเพื่อนร่วมห้องที่ไม่ได้เคี้ยวหมากฝรั่ง

และในการวิจัยของนักวิจัยจากเบย์เลอร์ ซึ่งได้ทุนสนับสนุนจากริกลีย์ ได้มีการศึกษาห้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 4 ห้องในฮูสตัน รัฐเทกซัส ซึ่งประกอบด้วยนักเรียน 108 คนอายุระหว่าง 13-16 ปี

นักเรียนครึ่งหนึ่งได้รับอนุญาตให้เคี้ยวริกลีย์แบบปลอดน้ำตาลระหว่างเรียน ทำการบ้าน และทำข้อสอบ เด็กเหล่านี้เคี้ยวหมากฝรั่ง 86% ของเวลาทั้งหมดในห้องเรียนเลข และ 36% ของเวลาทำการบ้าน ขณะที่เด็กอีกครึ่งหนึ่งเรียน ทำการบ้านและสอบโดยไม่มีหมากฝรั่ง

การศึกษาอีกชิ้นที่ได้ทุนสนับสนุนจากริกลีย์พบว่า นักศึกษาในห้องวิจัยที่ได้รับมอบหมายภารกิจซับซ้อนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีระดับฮอร์โมนความเครียดคอร์ติซอลลดลงเมื่อเคี้ยวหมากฝรั่ง ทั้งนี้ เทียบกับเพื่อนที่ไม่ได้เคี้ยวหมากฝรั่ง

ลาวิลล์คิดว่า การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยลดความเครียด ทำให้นักเรียนเรียนได้ดีขึ้น เขายังหวังว่าการค้นพบนี้จะทำให้โรงเรียนต่างๆ เลิกแบนหมากฝรั่ง โดยจัดการกับข้อวิตกกังวลด้วยการอบรมพฤติกรรมการทิ้งขยะของเด็กอย่างจริงจังมากขึ้น
เป็นเรื่องที่แปลกที่หมากฝรั่งสามารถมีส่วนช่วยให้เรามีผลการเรียนที่ดีขึ้น
แล้วๆเพื่อนล่ะคิดว่างัย!!!

DID YOU KNOW?

ดื่มชาคู่กับอะไรดี
การดื่มชาเหมาะกับอากาศที่หนาวๆ ก็เลยมีวัฒนธรรมการดื่มชาของชนชาติต่าง ๆ ที่น่าสนใจมาฝากเพื่อนๆกัน ซึ่งมีอยู่ 8 ประเทศด้วยกันคะ

จีน: คนภาคเหนือของจีนนิยมใส่เกลือและนมในใบชา ส่วนภาคใต้ชอบเติมพริกไทย

ญี่ปุ่น: ไม่นิยมใส่เครื่องปรุงอื่นลงในชาเพื่อรับกลิ่นและรสแท้ ๆ ของชา แต่นิยมดื่มชาคู่กับขนมโยกัน ขนมมันจู และขนมซากุระโมชิ

มองโกเลีย: ชอบดื่มชาร้อนใส่นมและเกลือ โดยเชื่อว่าความร้อนของชาและไขมันจากนมจะคลายความหนาวได้ดี

ทิเบต: นิยมดื่มชาเขียวเติมเกลือ นมแพะ และข้าวบาร์เลย์แห้ง

รัสเซีย: ชอบดื่มชาดำและชาเขียว ก่อนดื่มจะใส่น้ำตาลไว้ในปากแล้วดื่มชาตาม บางคนใส่แยมหรือน้ำผึ้ง แต่ถ้าอยากไล่ความหนาวก็ใส่พริก

อินเดีย: นิยมชารสเผ็ด โดยผสมชาดำกับนมเครื่องเทศ และน้ำตาล

อียิปต์: นิยมดื่มชาดำจากอินเดียและชาซีลอนของศรีลังกา โดยชงชาให้แก่แล้วเติมน้ำตาลให้มีรสชาติหวานจัด

โมร็อกโก: ชอบดื่มชามินต์ เริ่มจากนำชาเขียวใส่กา เทน้ำใส่แล้วเทออกทันทีเพื่อล้างฝุ่นเทน้ำเดือดใส่อีกครั้ง ทิ้งไว้ 1 นาที แล้วใส่ใบมินต์ทิ้งไว้อีก 1 นาทีจึงเติมน้ำตาล

แล้วเพื่อนๆล่ะชอบดื่มชาแบบไหน.......

ข้อมูลจากหนังสือ “รินใจใส่ชา คู่มือคนรักชา” ของ ปรัชนันท์

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2552


เอเจนซีส์ – ผลวิจัยพบหากหนุ่มมองสาวนาน 8.2 วินาที นั่นอาจหมายถึงรักแรกพบ ในทางกลับกัน สาวใช้เสี้ยวเวลามองหนุ่มทุกคนนานพอกัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ขณะที่ผลสำรวจอีกชิ้นชี้ผู้หญิงวันนี้ยังสับสนระหว่างวัตถุนิยมกับคุณค่าทางใจ

ผลศึกษาที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสารอาร์ไคฟ์ส ออฟ เซ็กชวล บีแฮฟวิเออร์รายงานว่า หากผู้ชายมองผู้หญิงแค่สี่วินาที แปลว่าสาวคนนั้นไม่มีเสน่ห์ดึงดูดหัวใจ

กล้องที่ถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดคอยจับสังเกตความเคลื่อนไหวของดวงตานักศึกษา 115 คน ขณะคุยกับนักแสดงหญิง-ชาย ก่อนถูกขอให้ให้คะแนนความมีเสน่ห์ในการพูดคุยของนักแสดงเหล่านั้น

ผลปรากฏว่านักศึกษาชายจะมองลึกเข้าไปในดวงตานักแสดงหญิงที่ตัวเองเห็นว่าสวยเฉลี่ยนาน 8.2 วินาที และลดเหลือแค่ 4.5 วินาทีเมื่อมองนักแสดงหญิงที่เห็นว่ามีเสน่ห์น้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม นักศึกษาหญิงกลับใช้เวลามองนักแสดงชายทุกคนนานพอๆ กัน

ทั้งนี้ นักวิจัยเชื่อว่าผู้ชายมักใช้การสบตาเพื่อค้นหาคู่ที่สมบูรณ์และพร้อมสำหรับการเจริญพันธุ์ ขณะที่ผู้หญิงมีความระแวดระวังมากกว่าที่จะไม่ดึงดูดความสนใจที่ไม่เป็นที่ต้องการ เพราะกลัวความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และการต้องเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกตามลำพัง

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจความคิดเห็นอีกชิ้นจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-34 ปี จำนวนกว่า 2,000 คน พบว่าผู้หญิงยังมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น 25% บอกว่าอยากเป็นผู้ชนะบนเวทีสุดยอดนางแบบแห่งอเมริกาครั้งหน้ามากกว่าคว้ารางวัลโนเบล

นอกจากนั้น ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 75% บอกว่าเต็มใจโกนหัวถ้าช่วยชีวิตคนแปลกหน้าได้ แต่กว่า 1 ใน 4 ยอมรับว่าพร้อมทำให้เพื่อนสนิทอ้วนตลอดชีวิต ถ้านั่นหมายความว่าตัวเองจะผอมเพรียว

สำหรับคำถามว่าจะเลือกแต่งงานกับคนรวยหรือคนหล่อ ครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างที่อายุ 18-24 ปี สารภาพว่ายินดีแต่งงานกับผู้ชายหน้าตาอัปลักษณ์ หากเขาคนนั้นเป็นเศรษฐีเงินถุงเงินถัง

ผลสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำให้แก่เครือข่ายทีวี ‘ออกซิเจน’ ในสหรัฐฯ ที่มีกลุ่มเป้าหมายคือหญิงสาวนั้น ยังพบว่า 88% ของผู้หญิงอายุ 18-34 ปีเต็มใจหันหลังให้โทรศัพท์มือถือ เครื่องเพชร และเครื่องสำอางเพื่อรักษามิตรภาพ

ดร.เจนน์ เบอร์แมน นักบำบัดจิตและหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินในซีรี่ส์ใหม่ที่เตรียมออกอากาศทางเครือข่ายออกซิเจนที่ชื่อว่า ‘พริตตี้วิกเก็ต’ บอกว่าการสำรวจนี้เป็นบทพิสูจน์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการจำแนกแยกแยะผู้หญิง และวิธีการที่ผู้หญิงผูกโยงภาพลักษณ์ตัวเองกับสิ่งที่คิดว่ามีค่าในชีวิต

“ผลสำรวจนี้ชี้ว่าผู้หญิงสมัยนี้มีรูปแบบผสมผสานที่ซับซ้อนระหว่างวัตถุนิยมกับการช่วยเหลือผู้อื่น การหลงตัวเองกับความรู้สึกไม่มั่นคง การจงรักภักดีกับการทำเพื่อตัวเอง เป็นการตอกย้ำภาพการแบ่งขั้วในตัวผู้หญิงอย่างชัดเจน”