วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

รวมฮิต 8 เทศกาล "แปลกประหลาด" ที่สุดของโลก


1. "สงครามมะเขือเทศ" กลายเป็นเทศกาลที่มีชื่อเสียงที่สุดงานหนึ่งของโลก ในหลายเมืองของในสเปนจะจัดงาน"ลาโทมาติน่า" แต่ที่โด่งดังที่สุดก็ที่เมืองบูญอลในวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคมของทุกปี ประกอบไปด้วยการแสดงดนตรี การจุดพลุ ที่สำคัญมีมะเขือหนักกว่า 300,000 ปอนด์ถูกผู้ร่วมงานละเลงปาใส่กันอย่างสนุกสนาน

ที่มาของเทศกาลนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด เริ่มมาตั้งแต่ปี 1944 หรือไม่ก็ปี 1945 บ้างก็บอกว่าเกิดขึ้นเพราะเป็นการแย่งชิงอาหารในหมู่เพื่อนๆ การแสดงความไม่พอใจเมื่อนักเล่นดนตรีเล่นไม่ได้เรื่อง หรือกระทั่งเป็นการชุมนุมต่อต้านนายพล ฟรันซิสโก ฟรังโก ผู้นำจอมเผด็จการ



2. เทศกาลยูเอฟโอ จัดขึ้นช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปีในเมืองโรสเวลล์ มลรัฐเม็กซิโกของสหรัฐฯ ซึ่งมีแฟนยูเอฟโอจากทั่วโลกจะมาชุมนุมกัน มีการประกวดแต่งชุดเอเลี่ยน การจะดอกไม้ไฟ รวมทั้งการเสวนาของแฟนพันธุ์แท้เรื่องยูเอฟโอ เมืองโรสเวลล์กลายเป็นศูนย์กลางของคนที่เชื่อว่ามีมนุษย์นอกโลก หลังจากในปี 1947 พบซากยานลึกลับในเมืองนี้


3. เมืองซอนกกายาวิ ประเทศฟินแลนด์เป็นสถานที่ "แข่งขันอุ้มเมียชิงแชมป์โลก" ในประจำเดือนกรกฎาคมของทุกปี การแข่งขันนี้เพิ่งเริ่มขึ้นในทศวรรษ 1990 แต่คนท้องถิ่นบอกตลกๆ ว่ามันเริ่มมาชั่วนาตาปีแล้ว เพราะเมื่อก่อนผู้ชายจะขโมยผู้หญิงจากหมู่บ้านอื่นมาเป็นศรีภรรยา วันนี้รางวัลไม่ใช่ภรรยาและเป็นเบียร์น้ำหนักเท่าตัวภรรยาของพวกเขา

ผู้ชายจะแบกภรรยาของตัวเอง หรือของเพื่อนบ้าน หรืออาจเป็นคู่รัก เทคนิกการอุ้มมีหลายวิธี แต่ในภาพนี้เป็นเทคนิคที่นิยมมากที่สุด และก็สำเร็จมากที่สุดด้วย สถิติโลกที่รอให้ทลายคือการอุ้มผ่านสิ่งกีดขวางระยะทาง 235.5 เมตรในเวลา 55 วินาที


4. ในเมืองเล็กๆ ชื่ออีเวรีย ประเทศอิตาลี ไม่ใช่การปามะเขือเทศแต่เป็นสงครามปาผลส้ม ระหว่างงานคาร์นิวาล 3 วันจัดขึ้นในช่วงถือศีลบวช ชาวบ้านราว 3,000 คนมารวมตัวกันที่ลานกลางเมืองที่มีประชากรไม่ถึง 25,000 คนนี้ เล่ากันว่า การปาส้มแป็นการรำลึกถึงการสู้รบต่อต้านจักรพรรดิผู้ข่มเหงกดขี่ในศตวรรษที่ 12 ผู้ร่วมงานมารวมตัวกันตามถนนรอคอยขบวนกลุ่มอาสาสมัครเป็นศัตรู ซึ่งใส่ชุดอัดนวมและหมวกป้องกันมาบนรถลาก ขณะที่ผู้ชมจะสวมหมวกหรือผ้าพันคอสีแดงเปป็นสัญลักษณ์ว่าตัวเองไม่ใช่นักรบ


5. ในชนบทอันเงียบสงบและงดงามของอังกฤษ การแข่งกันเก็บชีสถูกจัดขึ้นในทุกเดือนพฤษภาคม ผู้ท้างชิงไถลและล้มลุกคลุกคลานจากเขาที่สูงชันเพื่อไล่ล่าชีสแห่งเมืองกลอสเตอร์หนัก 8 ปอนด์และทำเป็นรูปวงล้อ ผู้แข่งขันต้องเก็บชีสที่ปล่อยลงจากเนินเขาและมีความเร็ว 70 ไมล์ต่อชั่วโมงให้ได้ก่อนที่ชีสจะตกลงไปตีนเขา เชื่อว่าประเพณีย้อนไปในอดีตเมื่อผู้คนในอดีตฉลองเวลาที่พระอาทิตย์เข้าใกล้เส้นศูนย์สูตรมากที่สุด โดยวงล้อชีสนั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์นั่นเอง


6. นับตั้งแต่ทศวรรษ 1600 เมืองคาสตริลโลเดมูร์เซีย ประเทศสเปนจัด "ฉลองเทศกาลโกลาโช" ด้วยประเพณี่การกระโดดข้ามเด็กทารก เทศกาลลี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายออกไปจากเมือง ช่วงเดียวกับเทศกาลคอร์ปุสคริสตีของชาวคริสเตียน ขบวนพาเหรดเป็นสัญลักษณ์การรวมกันของสิ่งชั่วร้ายมาในเมืองและพากพวกมันเข้าไปโบสถ์ และพื่อขับสิ่งชั่วร้ายของจากเด็กไร้เดียงสา เด็กทุกคนที่เกิดในปีที่แล้วจะถูกนำมานอนบนฟูก จากนั้นชายที่แสดงเป็นสิ่งชั่วร้าย หรือเอลโกลาโช ก็จะกระโดดข้ามฟูกนั้นเพื่อเป็นการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายออกไปจากตัวเด็ก

7. เทศกาลหน่อไม้ฝรั่งในเมืองเอมไพร์ ในมลรัฐมิชิแกน งานนี้อุทิศแด่หน่อไม้ฝรั่งโดยเฉพาะ มิชิแกนเป็นผู้ผลิตหน่อไม้ฝรั่งมากที่สุดในสหรัฐ แต่เพราะมิชิแกนรู้จักในด้านศิลปะมากกว่าการเกษตรจึงจัดงานนี้ขึ้น ซึ่งรวมถึงกิจกรรมแปลกในทุกเดือนพฤษาภาคม มีขบวนพาเหรดแต่งตัวเป็นหน่อไม้ฝรั่ง การประกวดแต่งบทกวีหน่อไม้ฝรั่ง มีงานเลี้ยงอาหารนานาชนิดจากพืชชนิดนี้และตบท้ายด้วยเบียร์ที่ทำมาจากหน่อไม้ฝรั่งด้วย

8. เทศกาลแปลกประหลาดที่สุดของโลกไม่ใช่ของมนุษย์เท่านั้น ที่ลพบุรีของไทยเราเองก็จัดเทศบุฟเฟต์สำหรับลิงกว่า 600 ตัว9ที่อยู่ในเมืองนี้ เทศกาลนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่พระรามที่ตบรางวัลให้แห่หนุมานด้วยแผ่นดินที่กลายเป็นเมืองลพบุรี บุฟเฟต์หน้าวัดพระปรางสามยอด ประกอบไปด้วยอาหารผักผลไม้สดๆ หลายร้อยกิโลกรัม พร้อมกับไอติมและเครื่องดื่ม งานนี้กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรมในท้องถิ่นซึ่งเต็มใจอย่างยิ่งเพราะกิจกรรมนี้ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยือนเป็นประจำทุกปี







วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อเมริกัน อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมัน : 5 สไตล์การทำงานที่แตกต่าง


มีผู้หางานจำนวนไม่น้อยเลย ที่ใฝ่ฝันอยากจะทำงานกับองค์กรอินเตอร์ สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องรู้คือ คนแต่ละชาติมีสไตล์และวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ที่กำลังมองหางานในบริษัทข้ามชาติชั้นนำ จึงไม่ควรพลาดที่จะทำความรู้จักตัวตนของคนแต่ละชาติ เพื่อการทำงานในองค์กรที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรคทางด้านวัฒนธรรม

วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 5 สไตล์การทำงานขององค์กรอินเตอร์จาก 5 ประเทศดังนี้

อเมริกัน
ชาวอเมริกันเป็นชาติมหาอำนาจ มักจะมีระบบหรือแนวทางการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ได้ผลเร็ว ยึดตามหลักเหตุผล หรือการรายงานที่มีงานวิจัยรับรอง กล้าแสดงออก พูดจาตรงไปตรงมา มีความชัดเจนในการทำงาน และมีความคิดสร้างสรรค์ดี คำแนะนำคือ เมื่อทำงานร่วมกับคนอเมริกัน จะต้องมีระบบการจัดการชีวิตที่ดี แยกชีวิตส่วนตัวออกจากการทำงานอย่างสิ้นเชิง มีความเป็นมืออาชีพในการทำงาน มีความรับผิดชอบงานที่ดี รู้จักสร้างสรรค์ เรียนรู้จากความผิดพลาดได้ดี

อังกฤษ

ชาวอังกฤษมีนิสัยในด้านการรักษามารยาทสังคมเป็นอย่างมาก จึงมักมีท่าทางสุภาพนุ่มนวล เห็นอกเห็นใจ ชอบสอน และตรงเวลามาก คำแนะนำคือ งานที่ทำควรมีความละเอียด รอบคอบสูง มีตารางเวลาชัดเจน และสามารถทำตามได้จริง ที่สำคัญควรแต่งตัวให้เรียบร้อยดูดีอยู่เสมอ

ญี่ปุ่น

คนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ทำงานหนัก และทุ่มเทให้กับการทำงานมาก มีระเบียบแบบแผนกติกาชัดเจน ตั้งใจทำงาน มุมานะ เข้าอกเข้าใจลูกน้อง และดูอ่อนน้อม แต่มีความเด็ดขาดอยู่ภายใน และมักให้ผลตอบแทนที่ดี คำแนะนำคือ ต้องขยันและควรมีงานทำอยู่ตลอดเวลา มีใจจดจ่อจริงจังกับงาน และหากมีนัดหมายส่งงาน ควรส่งก่อนเวลา ที่สำคัญต้องสามารถจัดความสมดุลเรื่องงานและชีวิตส่วนตัวได้ดี

ฝรั่งเศส

คนฝรั่งเศสโดยทั่วไปมักจะเป็นคนแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาทันทีอย่างเปิดเผย คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น ไม่อ้อมค้อม เป็นผู้มีศิลปะและรสนิยมสูง ชอบแสวงหาความสะดวกสบาย กำหนดกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ไม่ค่อยจะยืดหยุ่น คำแนะนำคือ จะต้องกล้าแสดงความคิดเห็น กล้าพูด กล้าวิจารณ์ ถึงแม้จะในด้านลบก็ตาม และถ้าได้รับเชิญ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร สำคัญหรือไม่ จะต้องมีการตอบรับหรือปฏิเสธการเชิญนั้นๆ เสมอ การไปเยี่ยมคนฝรั่งเศสโดยไม่บอกล่วงหน้า ถือว่าเป็นการเสียมารยาทอย่างมาก

เยอรมัน

เป็นคนตรงต่อเวลามาก ชอบแสดงความเห็นแบบตรงๆ เมื่อมีอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจ ใบหน้าจะแสดงออกมาตรงๆ ว่าโกรธ มีความเชื่อมั่นในตนเอง เต็มที่ ชอบวิถีชีวิตแบบตัวคนเดียว ยึดถือเรื่องการเข้าคิวตามลำดับ ชอบซักไซ้ข้อมูล และจัดการกับปัญหาโดยพุ่งเข้าชนปัญหา คำแนะนำคือ ต้องรักษาเวลานัดอย่างเคร่งครัด ดำเนินการประชุมไปตามหัวข้อที่กำหนดเอาไว้เมื่อเวลานัดมาถึง คนเยอรมันจะให้เวลาเต็มที่ในการให้คำปรึกษา สอบถามหรือหารือเป็นเรื่องๆ อย่างที่เรามักได้ยินจากปากคนเยอรมันเสมอๆ ว่า “ช้าๆ ค่อยทำเป็นเรื่องๆ ไป” หรือ “langsam, Eins nach dem anderen” และอย่าได้หวังว่าคนเยอรมันจะเปลี่ยนใจอะไรง่ายๆ หลังจากที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว

: มารยาทการกินที่น่าจดจำของชาวจีน

ชนชาติจีนเป็นหนึ่งใน 3 ชนชาติที่เป็นเจ้าแห่งวัฒนธรรมการกิน อีก 2 ชนชาตินั้น ได้แก่ กรีก และโรมัน อาหารนานาชนิด ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ได้รับอิทธิพล การกินจากประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ เช่น เส้นสปาเก็ตตี้ที่เรากินกันอยู่นี้ก็มีกำเนิดมาจากเส้นก๋วยเตี๋ยวของจีนนั่นเอง เมื่อเริ่มมี การติดต่อซื้อขายกันฝรั่งได้ชิมรสของ ก๋วยเตี๋ยวเกิดติดใจจึงนำสูตรการทำไปเผยแพร่ในประเทศของตน และปรับปรุงดัดแปลงให้เข้ากับวัฒนธรรม ของตนจนเกิดเป็นอาหารเส้นต่างๆมากมาย และแพร่หลายไปทั่วโลกจนเกิดความเข้าใจผิดว่าเส้นสปาเก็ตตี้ และเส้นมักกะโรนี ทั้งหลายมีต้นตำรับ เป็นชนชาติยุโรป

ชนชาติจีนนี้เป็นชนชาติแรกที่รู้จักการใช้ไฟทำให้อาหารสุก รู้จักการเลี้ยงสัตว์ การปลูกผักเพื่อนำมาเป็นอาหาร และการนำโลหะมาประดิษฐ์ ขึ้นเป็นภาชนะหุงต้ม นี่เป็นส่วนแรกที่บอกได้ว่าคนจีนให้ความสำคัญต่อการกินเป็นอย่างมาก ชาวจีนมีเคล็ดลับการปรุงอาหารมากมาย รวมทั้งอาหาร ต่างๆ ส่วนใหญ่ยังเป็นยาชั้นยอดอีกด้วย สิ่งที่มีความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ มารยาทการกินอาหารของคนจีน จากตำราว่าด้วยธรรมเนียม การกินของคนจีนสมัยโบราณที่ถือกันมานานเป็นพันปี กำหนดไว้ว่า
ถ้าแขกที่ได้รับเชิญไปกินอาหารมีตำแหน่งราชการต่ำกว่าผู้เป็นเจ้าภาพ ก่อนจะนั่งโต๊ะ ผู้น้อยที่เป็นแขก ควรแสดงความไม่บังควรที่จะร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่ จะนั่งลงได้ก็ต่อเมื่อผู้ใหญ่คะยั้นคะยอ

อย่าเพิ่งลงมือกินจนกว่าจะเห็นผู้ใหญ่ใช้ตะเกียบคีบอาหารชิ้นแรกเข้าปาก และเมื่อจะคีบอาหารกินบ้าง ก็ต้องเลือก ชิ้นที่เล็ก และอร่อยน้อยที่สุด อย่าเลือกชิ้นอร่อยที่สุดเช่นส่วนที่เป็นหัวพุงหัวมันกินก่อนเป็นอันขาด เพราะเป็นการ เสียมารยาทอย่างร้ายแรง จะได้กินของดีที่สุดในจานหนึ่ง ๆ ก็จะต้องคอยจนกว่าจะเป็นผู้ใหญ่จริง ๆ ที่คนต่ำยศกว่า เราเชิญไปกิน

ถ้าเจ้าภาพไม่เชิญดื่มสุราล้างปากระหว่างจาน อย่ายกแก้วหรือจอกขึ้นดื่มเองโดยลำพังเป็นอันขาด ต้องคอยให้ ผู้มีอาวุโสเขาชวนดื่มจึงค่อยดื่ม

เวลากินอาหารไม่ควรส่งเสียงดัง ไม่ควรใช้ฟันหน้าแทะกระดูกกันในโต๊ะอาหาร และชิ้นปลาที่กัดแล้ว ไม่มีการวาง กลับลงในจานจะต้องกินทั้งชิ้น โดยเลือกเอาแต่ชิ้นที่กินได้พอดีคำ

เนื้อสัตว์ที่ต้ม ตุ๋น หรือทอดจนนุ่ม หรือกรอบแล้ว สามารถใช้ฟันกัดแบ่งกินทีละคำได้ แต่ถ้าเป็นเนื้อที่แห้งเหนียว ต้องใช้มีดตัดให้ขาดเป็นชิ้นเสียก่อน แล้วจึงใช้ตะเกียบคีบเข้าปาก การฉีกเนื้อเหนียวด้วยมือ แล้วป้อนเข้าปากนั้น ถือเป็นกิริยาที่ไม่สุภาพ

กฎอีกข้อที่เห็นจะลืมกล่าวไปไม่ได้นั่นคือ เมื่อกินซุปจะต้องไม่เติมอะไรเลย เว้นแต่น้ำซุปหูหลามที่เขาเอาน้ำส้มจิ๊กโฉ่มาให้เติม ถ้าใครเติม ซอสใดๆ ลงไปในซุป เจ้าของบ้านจะขอโทษ และบอกว่า "หมดสติปัญญาที่จะปรุงซุปที่รสชาติดีกว่านี้ไว้รับรองท่าน" นั้นหมายถึงว่า ซุปถ้วยนั้นๆ เป็นซุปที่เจ้าของบ้านบรรจงทำอย่างสุดฝีมือแล้ว หากเราเติมซอสปรุงรสใดๆจึงเสมือนการดูถูกฝีมือของเจ้าบ้าน

นอกจากนี้ยังมีธรรมเนียมต่างๆ อีกมากมายซึ่งในปัจจุบันได้ลดความเข้มข้นลงบ้างแล้ว แต่ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นสิ่งน่าจดจำ เพราะเป็นวัฒนธรรม อันดีงาม และเรายังสามารถกล่าวได้เต็มปากด้วยว่าประเทศจีนเป็นประเทศมหาอำนาจทางอาหารอย่างแท้จริง

เผย 10 ชื่อยอดนิยมของเด็กในออสเตรเลีย

ดิเอจ - เผยชื่อสุดฮิตติด 10 อันดับแรกของเด็กชายและเด็กหญิงในออสเตรเลีย"แจ็ก"และ "มีอา" อินเทรนด์หรืออาจจะเรียกว่าโหลที่สุดก็ว่าได้

ศูนย์วิจัยแม็คครินเดิลรีเสิร์ชเผยว่า "แจ็ก"เป็นชื่อยอดนิยมอันดับหนึ่งที่พ่อแม่ในแดนจิงโจ้ตั้งให้ลูกชาย ตามด้วย "วิลเลี่ยม" และ "แล็คลัน" ขณะที่ "มีอา" เป็นชื่อยอดนิยมสำหรับเด็กหญิง ตามด้วย"โคลเอ้"และ"อิสซาเบลล่า" จากการเปิดเผยรายชื่อของเด็กในออสเตรเลียปี 2008

แจ็กเป็นชื่อที่พ่อแม่ชื่นชอบมากที่สุด 7ปีใน 9 ปีที่ผ่านมา มาร์ก แม็คคริดเดิล นักวิจัยทางสังคมกล่าวว่า แฟชั่นในการตั้งชื่อได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยสำหรับคนรุ่นศวรรษ 1950 "จอห์น" เป็นชื่อของเด็กชายที่ฮิตที่สุด แต่ปัจจุบันตกลงเป็นอันดับที่ 80

"ตอนนี้คนเจนเนเรชั่นเอ็กซ์กลายเป็นพ่อแม่เอง และพวกเขากำลังแสดงอออกด้านอนุรักษ์นิยมของตัวเอง" มาร์กกล่าว

ชื่อยอดนิยม 10 อันดับแรกของเด็กออสซี่

สำหรับด็กชาย ได้แก่ แจ็ก,วิลเลี่ยม,แล็คลัน,โจชัว,ไรลีย์,โทมัส,คูเปอร์,โอลิเวอร์,เจมส์ และอิธาน,

สำหรับเด็กหญิง ได้แก่ มีอา,โคลเอ้,อิซาเลล่า,ชาร์ลอตต์,เอมิลีย์,เอลล่า,เซียนน่า,เอวา และโซฟี

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

10 เรื่องราวที่สุดในโลก!!!! ของ ไมเคิล แจ๊กสัน !!!!

10เรื่องราวที่สุดในโลกของ

ศิลปินซุปเปอร์สตาร์อันดับ 1 ของโลก ในตำนาน Michael JacksonMichael Jackson

1 ไมเคิล แจ๊กสัน เป็นตำนานศิลปินนักร้อง ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของโลก ตลอดกาล ที่บันทึกลงในกินเนสบุ๊คส์

2 ไมเคิล แจ๊กสัน เป็นศิลปินที่ทำรายได้มากที่สุดในโลก โดยตลอดชีวิตของการเป็นศิลปิน ทำรายได้กว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1,400,000,000,000 บาท ล้านล้านบาท

3 ไมเคิล แจ๊กสัน เป็นศิลปินที่มีแฟนคลับเยอะที่สุดในโลก ตลอด 30ปี มีแฟนคลับมากกว่า 900ล้านคน ทั่วโลก

4 ไมเคิล แจ๊กสัน เป็นศิลปินที่มียอดขายอัลบั้ม มากที่สุดในโลก มียอดขายกว่า 750 ล้านชุด ทั่วโลก

5 ไมเคิล แจ๊กสัน เป็นศิลปินที่ได้รับรางวัลทางดนตรีระดับโลก อย่าง แกรมมี่ อวอร์ดส์ กว่า 13 รางวัล

6 ไมเคิล แจ๊กสัน เป็นศิลปินที่ขึ้นชาร์ทอันดับ 1 บิลบอร์ด ชาร์ทเพลงอันดับ1ของโลก ยาวนานกว่า 80สัปดาห์ติดต่อกัน และเป็นศิลปินที่มีเพลงขึ้นชาร์ทอันดับ1ทั่วโลกมากที่สุดในโลก

7 ไมเคิล แจ๊กสัน เป็นศิลปินทีมีคนเข้าชมคอนเสิร์ต มากที่สุดในโลก กว่า 2 แสนคนต่อ 1 รอบคอนเสิร์ต และการทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก

8. ไมเคิล แจ๊กสัน เป็นศิลปินที่มีค่าตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีของโลก ทำสถิติค่าตัวในการโชว์ สูงสุดกว่า 650ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2หมื่นล้านบาท

9.ไมเคิล แจ๊กสัน เป็นศิลปินที่เป็นต้นแบบ เป็นไอดอล ให้กับศิลปินซุปเปอรสตาร์ทั่วโลก อาทิ จัสติน ทิมเบอร์เลก และ ศิลปินชื่อดังทั่วโลกอีกมามาย

10 ไมเคิล แจ๊กสัน ศิลปิน ที่มีความสามารถในการเต้นมากที่สุดในโลก มีท่าเต้นดังที่สุดในโลก คือ MoonWalk

11.ไมเคิล แจ๊กสัน เป็นศิลปินที่เป็นผู้นำด้านเทคโลยีการผลิต MV และ ผลิตโปรดักชั่นคอนเสิร์ต จอ LCD LED Projetor ระบบเลเลเซอร์ แสง สี เสียง ลำสมัย มักถูกใช้ในคอนเสิร์ตของไมเคิล แจ๊กสัน เป็นครั้งแรกของโลก แทบทุกโนโลยีหลายสิบปีก่อน และด้านเทคโนโลยีผลิตมิวสิควีดีโอ โดยใช้คอมพิวเตอร์กราฟฟิก ถูกใช้MV ของไมเคิลฯเป็นครั้งแรกของโลก และเป็นต้นแบบให้ในการผลิตคอนเสิร์ต และ มิวสิควีดีโอ ของศิลปินต่างๆไปทั่วโลก

12 ไมเคิล แจ๊กสัน สุดยอดของศิลปินในตำนานของโลก

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

The history of Blythe

A BRIEF HISTORY OF BLYTHE AND HER REINCARNATION

In 1972, the Blythe doll was born. She died later that year.

Mainly because her oversize head and peepers were deemed too scary for children, Blythe's manufacturer Kenner summarily pulled this kooky, big-eyed doll from the shelves, preventing many young girls from meeting her – at least for the moment. One of those little girls was Gina Garan.

Gina moved from the suburbs north of New York City into Manhattan as a teenager, bringing her burgeoning doll collection with her. But among the thousands of 60s and 70s fashion dolls she had already amassed, not a single Blythe lived. Only after a friend described a doll on eBay bearing a resemblance to her did Gina first meet, fall in love with, and begin snapping up these originals, all for about $15 a pop. At one point, she counted over 200 original Blythes among her collection.
For another couple years, Blythe continued to live in relative obscurity, known only to hard-core collectors as a quaint curiosity. But Gina, living the peripatetic life of the young downtowner, moved into her nth apartment and among the detritus left by the former tenant found an old SLR camera. With no formal training as a photographer, she began taking pictures of her favorite doll. The result of this experiment was This Is Blythe (Chronicle Books, 2000), a coffee-table digest that reintroduced Blythe to the world. The book, named Firecracker Alternative Book of the Year for 2001, has sold over 100,000 copies and remains in print.

รายชื่อมหาวิทยาลัยไทยที่ติดอันดับ 1 ใน 3000 ของโลก



505 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

577 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

721 สถาบันเทคโนโลยีเอเซีย (เอไอที)

861 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

894 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

896 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

909 มหาวิทยาลัยมหิดล

1009 มหาวิทยาลัยขอนแก่น

1195 มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

1419 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า

1460 สถาบันทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารฯ

1735 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

1801 มหาวิทยาลัยรามคำแหง

1811 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า พระนครเหนือ

2068 มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

2109 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

2125 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

2180 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

2181 มหาวิทยาลัยบูรพา

2196 มหาวิยาลัยศิลปากร

2204 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

2374 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

2602 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

2635 มหาวิทยาลัยรังสิต

2922 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร