วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

จริงหรือที่คนรักแมว มักฉลาดกว่าคนรักหมา

โฮ่งเมี้ยว


จริงหรือที่คนรักแมว มักฉลาดกว่าคนรักหมา

สิ่งที่แท้จริงคืออะไร

ดร.เจน เมอร์เรย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแมวจากมหาวิทยาลัยบริสโตล ประเทศอังกฤษ เก็บข้อมูลถึง 20 ปี เพื่อ ประเมินจำนวนบ้านที่เลี้ยงหมาและแมวในอังกฤษ พบว่าชาวเมืองผู้ดีเลี้ยงเหมียวเป็นเพื่อน 10.3 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 26 และมี 10.5 ครัวเรือนที่เลี้ยงหมา หรือร้อยละ 31 ส่วนบ้านที่เลี้ยงทั้งหมาและแมวมีร้อยละ 7

ที่สำคัญ ยังพบว่าคนที่จบชั้นปริญญาตรีมักมีแมวเป็นสัตว์เลี้ยงมากกว่าหมา อาจเป็นเพราะมัวยุ่งกับการเรียนและทำงานหนักจนไม่มีเวลาพาหมาไปเดินเล่น และเลี้ยงดูหมาเพราะอย่างน้อยแมวก็ไม่ต้องอาบน้ำ

แต่เรื่องนี้ นายสัตวแพทย์คริส ลอเรนส์ ผู้อำนวยการสำนักงานปรึกษาสัตว์เลี้ยงบอกว่า หมาเป็นเพื่อนสนิทกับคน และคนที่เลี้ยงแมวรู้อยู่เต็มอกว่ามันเป็นเจ้านายคน

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สำนวนภาษาอังกฤษที่น่ารู้

สำนวนที่เกี่ยวกับ All

after all แปลว่า อย่างไรก็ดี ตัวอย่างเช่น
It has turned out to be a nice day after all.
อย่างไรก็ดี ก็กลายเป็นวันอากาศดีไปจนได้

at all แปลว่า แม้แต่น้อย ตัวอย่างเช่น
He doesn't understand me at all.
เขาไม่เข้าใจฉันเลยแม้แต่น้อย

all along แปลว่า ในระหว่างอดีตที่ผ่านมาแล้วจนถึงทุกวันนี้ ตัวอย่างเช่น
Even though she has changed so much, I knew all along that it was my friend.
แม้ว่าเธอจะเปลี่ยนไปมาก แต่ฉันก็รู้ตลอดเวลาว่า คือ เพื่อนของผม

all over the place แปลว่า อยู่ทั่วทุกที่
"Nat, how can you get any work done? Your papers are all over the place.
แน็ต คุณจะทำงานเสร็จได้ยังไง ในเมื่อเอกสารวางอยู่เกลื่อนโต๊ะอย่างนี้

all told แปลว่า เมื่อได้นับครบทุก ๆ สิ่งแล้ว ตัวอย่างเช่น
He owns fifteen horses all told.
เมื่อนับครบถ้วนแล้ว เขามีม้าอยู่ 15 ตัว

all set แปลว่า เตรียมพร้อมอยู่แล้วทุกขณะ ตัวอย่างเช่น
Our plans for the new corporation are all set.
แผนการสำหรับบริษัทใหม่นั้นพร้อมอยู่แล้ว

คราวหน้าเราลองมาดูกับสำนวนอื่นๆดูนะค่ะ

ดื่มชาป้องกันฝันร้าย

tea

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการดื่มชาช่วยให้หลับฝันดี

งานวิจัยของประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยว่า การดื่มชาเขียว

หรือชาดำวันละ 1 ถ้วยหรือมากกว่านั้น

ช่วยลดอาการฝันร้ายได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์

เพราะในใบชามีกรดแอมิโนที่ชื่อว่าทีอะมีน

ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้สมองผ่อนคลาย จึงช่วย

ลดความเครียดและการวิตกกังวลได้

อย่างไรก็ตาม ในชามีกาเฟอีน จึงไม่ควรดื่มก่อนนอน

ระหว่างวันดื่มชาสักถ้วยนะ everyone~^^

MV one year later



happy happy ขอให้มีความสุขในช่วงเดือนกุมภานี้นะค่ะ
มี mv น่ารักมาฝากกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักค่ะ

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สถานที่แปลก ๆ ที่ไม่คิดว่ามีในโลก

1. เดอะเวฟ (The Wave) ที่รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา

เด อะเวฟ คือ ภูเขาหินทรายที่ฟอร์มตัวในลักษณะคล้ายคลื่นลาดชัน เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 190 ล้านปีก่อนหรือในยุคจูราสสิก เนื่องจากพื้นที่แถบนี้มีความเปราะบางมาก ทางการจึงจำกัดให้เข้าชมได้เพียงวันละไม่เกิน 20 คน และต้องเดินเท้าเข้าไปเกือบ 5 ก.ม. จึงจะถึงดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้

2. Tessellated Pavement บนเกาะแทสเมเนีย (รัฐหนึ่งในประเทศออสเตรเลีย)

นี่ คือภาพลานหินตะกอนบริเวณชายฝั่งที่ Eaglehawk Neck บนเกาะแทสมาเนีย ซึ่งถ้าหากมองเผินๆ จะแลดูคล้ายมีใครนำแผ่นกระเบื้องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่มาวางเรียงรายริมทะเล (บริเวณขอบสี่เหลี่ยมที่เราเห็นเป็นแนวเส้นตรงนั้น เกิดจากแรงตึงเครียดของผิวโลก ผนวกกับการกัดเซาะอย่างต่อเนื่องของคลื่นและแรงเสียดสีของทราย)

3. Giant's Causeway ที่ไอร์แลนด์เหนือ

Giant's Causeway เป็นชายฝั่งที่เกิดจากการเย็นตัวของหินภูเขาไฟเมื่อประมาณ 50,000 ถึง 60,000 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดหินรูปหกเหลี่ยมและหินแท่งสี่เหลี่ยมกว่า 40,000 แท่ง องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน Giant´s Causeway เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986 (พ.ศ. 2529)

4. ทะเลเกลือ (salt flats) ที่ Salar de Uyuni ประเทศโบลิเวีย

จริงๆ แล้วที่ราบเกลือหรือทะเลเกลือลักษณะนี้มีอยู่หลายแห่งด้วยกัน แต่ทะเลเกลือที่ Salar de Uyuni ของประเทศโบลิเวียนั้น มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมากถึง 10,582 ตารางกิโลเมตร

5. ป่าหิน (Stone Forest) เมืองคุนหมิง มลฑลยูนาน ประเทศจีน

อุทยาน ป่าหิน (Shilin National Park) ในเมืองคุนหมิง จัดเป็นป่าหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่มากถึง 350 ตารางกิโลเมตร แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพียง 12 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น เดิมทีหินปูนเหล่านี้อยู่ใต้ผิวโลก แต่ภายหลังได้ถูกดันขึ้นมาในลักษณะเดียวกับหินงอก เชื่อกันว่าป่าหินแห่งนี้มีอายุราว 270 ล้านปีเลยทีเดียว

6. ทะเลสาบสปอท เลค (Spotted Lake) – ประเทศแคนาดา

“สปอ ท เลค” ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาบที่มีแร่ธาตุชนิดต่างๆ อาทิ แมกนีเซียม ซัลเฟต, แคลเซียม และโซเดียม ซัลเฟต ในปริมาณเข้มข้นมากที่สุดในโลก แต่น่าเสียดายที่ทะเลสาบแห่งนี้อยู่ในที่ดินของเอกชน นักท่องเที่ยวจึงทำได้แค่มองจากราวรั้วกั้นริมถนนเท่านั้น (ส่วนที่เป็นจุดๆ คือน้ำ นอกนั้นเป็นส่วนของแร่ธาตุนานาชนิด ที่สามารถลงไปเดินสำรวจได้)


7. ทะเลทรายแบล็ค ร็อค (Black Rock Desert) ที่รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา

ทะเล ทรายแบล็คร็อค คือ ก้นทะเลสาบที่แห้งสนิท ครั้งหนึ่งดินแดนแถบนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีชื่อว่า "Lahontan" ซึ่งปรากฏอยู่ในสมัย 18,000-7,000 พันปีก่อนคริสตกาล ในช่วงที่ทะเลสาบโบราณแห่งนี้มีระดับน้ำสูงสุด (เมื่อประมาณ 12,700 ปีก่อน) ทะเลทรายแบล็คร็อคเคยอยู่ใต้น้ำที่มีความลึกถึง 150 เมตรเลยทีเดียว


8. ถ้ำคริสตัล (Crystal Cave) ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

ถ้ำ คริสตัล เป็น 1 ใน 240 ถ้ำ (ที่ถูกค้นพบ) ภายในอุทยานแห่งชาติ Sequoia ในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ถ้ำดังกล่าวเป็นถ้ำ "หินอ่อน" ธรรมชาติ ที่ภายในมีอุณหภูมิคงที่ประมาณ 9 องศาเซลเซียส ซึ่งการจะเข้าไปชมภายในถ้ำต้องอาศัยไกด์ทัวร์เป็นผู้นำทางเท่านั้น

9. ดินแดนโบราณ คัปปาโดเกีย ประเทศตุรกี

คัป ปาโดเกีย ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.1985 (พ.ศ. 2528) ดินแดนดังกล่าวมีภูมิประเทศที่แปลกตาซึ่งเกิดจากจากลาวาภูเขาไฟที่ไหลออก มาปกคลุมพื้นที่ เมื่อวันเวลาผ่านไป พายุ ลม ฝน ได้เป็นตัวแปรที่ก่อให้เกิดการแปรสภาพเป็นหุบเขา ร่องลึก เนินเขา กรวยหิน และเสารูปทรงต่างๆ ที่งดงาม บางส่วนมีประชาชนอาศัยอยู่ภายใน


10. ทะเล (สาป) เดือด Boiling Lake ประเทศโดมินิกา (Commonwealth of Dominica)

“Boiling Lake” เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากทะเลสาป Frying Pan Lake ของประเทศนิวซีแลนด์) มีความกว้างราว 60 เมตร ลึก 59 เมตร อุณหภูมิริมทะเลสาปอยู่ที่ประมาณ 82 – 91.5 องศาเซลเซียส ระดับน้ำภายในทะเลสาปแห่งนี้มีลักษณะขึ้น-ลงตลอดเวลา โดยเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) น้ำในทะเลสาปแห่งนี้ได้แห้งเหือดหายไป และเพิ่งกลับมาอยู่ในระดับปกติอีกครั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

11. หุบเขาโลกพระจันทร์ (Vale de Lua) ที่ประเทศบราซิล

หุบ เขาโลกพระจันทร์ หรือ "the valley of the moon" เป็นที่ราบสูงโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1.8 พันล้านปี โดยพื้นที่ว่างระหว่างก้อนหินจะมีน้ำจากแม่น้ำ San Miguel แทรกอยู่ภายใน ดินแดนประหลาดแถบนี้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ Chapada dos Veadeiros ซึ่งองค์การยูเนสโกประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) ที่ผ่านมา

oh! wonderful

ห้องสมุดสวยๆ จากทั่วโลก




Library of the Benedictine Monastery of Admont, Austria



Library of Parliament, Ottawa, Canada




Library of Congress, Washington, DC, USA




George Peabody Library, Baltimore, Maryland, USA




El Escorial Library, San Lorenzo, Spain




Boston Copley Public Library, Boston, USA




Bibliothéque Nationale de France, Paris, France




Biblioteca Palafoxiana, Puebla, Mexico




Biblioteca Geral University of Coimbra, Coimbra, Portugal




Strahov Philosophical Hall



Abbey Library St. Gallen, Switzerland



10 พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลตที่ดีที่สุดในโลก

สำหรับ ผู้ที่ชอบท่องเที่ยวไปพร้อมกับคนรักและช็อกโกแลตแท่งโตอันหวานฉ่ำ จุดหมายหนึ่งในการเดินทางของพวกเขาก็น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต ล่าสุด virtualtourist.com ได้จัดอันดับพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลตสิบแห่งที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งมีรายชื่อดังต่อไปนี้


1. พิพิธภัณธ์ช็อกโกแลตโคโลญจน์ เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี

นอกจากอาคารรูปลักษณ์ทันสมัยของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่ น้ำไรน์จะจัดแสดงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของช็อกโกแลตแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ก็คือ น้ำพุเทียมซึ่งเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์จะคอยจุ่มขนมอบวาฟเฟิลลงไปในน้ำพุ ช็อกโกแลตเหลวร้อนเพื่อยั่วน้ำลายบรรดาผู้เข้าเยี่ยมชม

2. Musee les Secrets du Chocolat เมืองแชสโปลแช็ง ประเทศฝรั่งเศส

พิพิธภัณฑ์หรูหราที่มีทั้งโรงละคร ห้องดื่มน้ำชา และร้านขายของที่ระลึก ซึ่งขายเส้นพาสต้า, น้ำส้มสายชู, เบียร์ และของแต่งบ้านสไตล์โบราณวัตถุ ที่ล้วนแล้วแต่ทำขึ้นมาจากช็อกโกแลตทั้งสิ้น

3. แพนนีส์ อะเมซิ่ง เวิล์ด ออฟ ช็อกโกแลต เมืองวิคตอเรีย ประเทศแคนาดา

สถานที่ที่มีทั้งรูปปั้นเดวิด ภาพจิตรกรรมฝาผนัง และเมืองจำลอง ซึ่งสร้างขึ้นจากช็อกโกแลต


4. พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต ช็อกโก-สตอรี่ เมืองบรูจส์ ประเทศเบลเยี่ยม

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีส่วนจัดแสดงที่สำคัญ 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นการแสดงให้เห็นถึงผลประโยชน์ที่มีต่อสุขภาพของช็อกโกแลต ส่วนที่สองเป็นส่วนจัดแสดงกระป๋องบรรจุช็อกโกแลตรูปทรงแปลกตา เพื่อถวายเป็นเกียรติยศแด่พระบรมวงศานุวงศ์เบลเยี่ยม

5. Museu de la Xocolata เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

ผลงานประติมากรรมในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งมีตั้งแต่งานที่สะท้อนประเด็นเคร่งเครียดทางศาสนาเรื่อยไปจนถึงตัว การ์ตูนรูปลักษณ์แปลกประหลาด ล้วนแล้วแต่มีความงดงามน่าประทับใจ จนผู้เข้าชมแทบจะลืมเลือนไปเลยว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากช็อกโกแลต

6. พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต เมืองนิว บรันสวิค ประเทศแคนาดา

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พี่น้องตระกูลกาน็อง ผู้ผลิตช็อกโกแลตในย่านนี้ที่แนะนำให้ชาวโลกได้รู้จักกับกล่องช็อกโกแลตรูป ทรงหัวใจอันโดดเด่น ซึ่งแน่นอนว่ากล่องช็อกโกแลตรูปแบบดังกล่าวต้องถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ด้วย

7. พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต ช็อกโก-สตอรี่ กรุงปราก ประเทศสาธารณรัฐเช็ก

สถานที่แห่งนี้ถือเป็นงานเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่ต่อสายตาของผู้เยี่ยม ชม ซึ่งจัดแสดงทั้งกระดาษหีบห่อบรรจุช็อกโกแลตในยุคโบราณอันน่าตื่นตาตื่นใจ และการสาธิตกระบวนการผลิตช็อกโกแลต

8. พิพิธภัณฑ์แคนดี้ อเมริกานา บริษัทวิลเบอร์ ช็อกโกแลต มลรัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

เริ่มจากการที่ภรรยาของประธานบริษัทชอบเก็บสะสมบรรดาของที่ระลึกซึ่ง มีความข้องเกี่ยวกับช็อกโกแลต มาจนถึงบัดนี้ เป็นเวลา 30 ปีแล้ว ที่พิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดแสดงของสะสมดังกล่าวเปิดดำเนินการโดยไม่เก็บค่าเข้าชม

9. พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต เกาะเจจู ประเทศเกาหลีใต้

สิ่งน่าสนใจในพิพิธภัณฑ์หนึ่งเดียวจากทวีปเอเชียแห่งนี้ได้แก่ เวิร์คช็อปสอนทำช็อกโกแลต, ห้องจัดแสดงผลงานศิลปะที่ทำจากช็อกโกแลตอันน่าประทับใจ และการให้บริการผู้เยี่ยมชมด้วยรถโดยสารสไตล์ซานฟรานซิสโก

10. พิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลตเนสท์เล่ กรุงเม็กซิโกซิตี้ ประเทศเม็กซิโก

ดูเหมือนสิ่งที่ดึงดูดใจผู้คนมากที่สุดเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะ ไม่ใช่เรื่องของช็อกโกแลต แต่กลับเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์อันมีรูปลักษณ์ทันสมัยเก๋ไก๋เป็นอย่างยิ่ง แถมอาคารแห่งนี้ยังถูกก่อสร้างเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว คือ เพียงแค่ 75 วันเท่านั้น